สถานการณ์ราคาน้ำมันในประเทศยังคงเป็นประเด็นที่ผู้บริโภคให้ความสนใจอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันที่ 12 สิงหาคม 2569 ที่มีการประกาศปรับขึ้นราคาน้ำมันกลุ่มเบนซิน แก๊สโซฮอล์ และดีเซล สูงถึง 85 สตางค์ต่อลิตร ปัจจัยหลักมาจากการผันผวนของราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ยังคงมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง อันเนื่องมาจากความกังวลด้านอุปทานจากสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งพลังงานผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาขายปลีกภายในประเทศที่ผู้ใช้รถต้องแบกรับ
การเปลี่ยนแปลงราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศ
จากการประกาศของ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) (OR) และ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (BCP) ตั้งแต่วันที่ 12 สิงหาคม 2569 ได้มีการปรับขึ้นราคาน้ำมันกลุ่มเบนซิน แก๊สโซฮอล์ และดีเซล จำนวน 85 สตางค์ต่อลิตร การปรับขึ้นครั้งนี้ส่งผลให้ราคาน้ำมัน ณ สถานีบริการหลักๆ ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลมีการเปลี่ยนแปลงดังนี้
ตัวอย่างราคาจำหน่ายปลีกของบางจากและ ปตท. ในวันที่ 12 สิงหาคม 2569 (ราคาที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องที่)
- แก๊สโซฮอล์ 95: ราคา 36.84 บาท/ลิตร
- แก๊สโซฮอล์ E20: ราคา 31.84 บาท/ลิตร
- แก๊สโซฮอล์ E85: ราคา 27.78 บาท/ลิตร (บางจาก) / 26.93 บาท/ลิตร (ปตท.)
- แก๊สโซฮอล์ 91: ราคา 36.47 บาท/ลิตร
- ดีเซล: ราคา 37.54 บาท/ลิตร
- ดีเซล B20: ราคา 32.54 บาท/ลิตร
ราคาน้ำมันของสถานีบริการอื่นๆ เช่น พีที, คาลเท็กซ์ และเชลล์ ก็มีการปรับตัวขึ้นในลักษณะเดียวกัน โดยราคาจำหน่ายจริงอาจแตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ตามการบวกภาษีบำรุงท้องที่
ปัจจัยขับเคลื่อนราคาน้ำมันโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น
ราคาน้ำมันในตลาดโลกยังคงแสดงแนวโน้มขาขึ้นอย่างชัดเจนในวันที่ 12 สิงหาคม 2569 โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์ได้ทะลุระดับ 89 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และบางช่วงเกือบถึง 90 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ขณะที่ราคาน้ำมัน WTI ยังคงทรงตัวอยู่เหนือ 83 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล การเคลื่อนไหวนี้ต่อเนื่องมาจากแนวโน้มขาขึ้นในช่วงที่ผ่านมา และได้รับแรงหนุนจากปัจจัยสำคัญหลายประการ
สถานการณ์ความไม่สงบและอุปทาน
ความกังวลเกี่ยวกับการหยุดชะงักของอุปทานน้ำมันในภูมิภาคตะวันออกกลางและพื้นที่อื่นๆ ยังคงเป็นปัจจัยหลักที่ผลักดันราคา การเจรจาที่เกี่ยวข้องกับช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญระดับโลก มีความไม่แน่นอน ทำให้เกิดความตึงเครียดและส่งผลต่อความเชื่อมั่นของตลาด นอกจากนี้ สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังคงส่งผลกระทบต่อปริมาณน้ำมันดิบที่ออกสู่ตลาด ทำให้เกิดความผันผวนด้านราคาอย่างต่อเนื่อง
ตารางเปรียบเทียบราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก (วันที่ 11-12 สิงหาคม)
ข้อมูล ณ วันที่ 12 สิงหาคม แสดงให้เห็นถึงการปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันดิบ ดังตารางต่อไปนี้
| ประเภทของน้ำมัน | วันที่ 12 สิงหาคม | วันที่ 11 สิงหาคม | การเปลี่ยนแปลง | สัดส่วนการเปลี่ยนแปลง |
|---|---|---|---|---|
| WTI | 83.47 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล | 82.04 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล | +1.43 ดอลลาร์สหรัฐ | +1.74% |
| เบรนท์ | 89.30 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล | 87.88 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล | +1.42 ดอลลาร์สหรัฐ | +1.62% |
จะเห็นได้ว่าราคาน้ำมันดิบทั้งสองชนิดมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะน้ำมันดิบเบรนท์ที่เข้าใกล้ระดับ 90 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล
ผลกระทบต่อผู้บริโภคและการวางแผน
การปรับขึ้นราคาน้ำมันในประเทศถึง 85 สตางค์ต่อลิตรในวันที่ 12 สิงหาคม 2569 ย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อค่าใช้จ่ายของผู้บริโภคและภาคธุรกิจ การติดตามราคาน้ำมันอย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อการวางแผนการเดินทางและการบริหารค่าใช้จ่ายเชื้อเพลิงให้มีประสิทธิภาพ
ผู้ใช้รถควรตรวจสอบราคาน้ำมันล่าสุดจากปั๊มน้ำมันต่างๆ ก่อนออกเดินทาง เพื่อเปรียบเทียบและเลือกเติมน้ำมันในราคาที่เหมาะสม นอกจากนี้ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการขับขี่ เช่น การลดความเร็ว การบำรุงรักษารถยนต์อย่างสม่ำเสมอ และการวางแผนเส้นทาง ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นได้
แนวโน้มและสิ่งที่ต้องจับตา
แนวโน้มราคาน้ำมันในระยะข้างหน้ายังคงมีความไม่แน่นอนสูง ปัจจัยสำคัญที่ต้องจับตา ได้แก่ สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง การเจรจาเกี่ยวกับช่องแคบฮอร์มุซ รวมถึงนโยบายด้านพลังงานของประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ล้วนมีศักยภาพที่จะส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกและราคาขายปลีกในประเทศเกิดการผันผวนได้อีก
คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ได้มีมติปรับขึ้นราคาขายปลีกน้ำมันทุกชนิด 0.85 บาทต่อลิตร โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 12 ส.ค. 2569 เป็นผลมาจากการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่ยังไม่มีข้อสรุป ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง
สรุปภาพรวมสถานการณ์ราคาน้ำมัน
การปรับขึ้นราคาน้ำมันในวันที่ 12 สิงหาคม 2569 จำนวน 85 สตางค์ต่อลิตร ทั้งกลุ่มเบนซิน แก๊สโซฮอล์ และดีเซล เป็นผลโดยตรงจากแนวโน้มราคาน้ำมันโลกที่ยังคงพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีสาเหตุหลักมาจากความกังวลด้านอุปทานจากสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลางและประเด็นที่เกี่ยวข้องกับช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของตลาดพลังงานโลกในปัจจุบัน สำหรับผู้บริโภคในประเทศไทย การติดตามข่าวสารและวางแผนการใช้พลังงานอย่างรอบคอบจึงเป็นสิ่งสำคัญในการรับมือกับความผันผวนของราคาน้ำมันที่ยังคงต้องจับตามองต่อไปอย่างใกล้ชิด

